HEADLINE NEWS "เมาท์" ชี้แข้งสิงห์ต้องทบทวนตัวเอง เชื่อทุกคนทำได้ดีกว่านี้   ●   แลมพาร์ดรับไม่มีอำนาจกุมอนาคตตัวเอง   ●   แซงแมนยูขึ้นจ่าฝูง! เลสเตอร์ฟอร์มแจ่มอัดเชลซี-แลมพ์สส่อโดนเด้งอีก   ●   โรมาโน่เฟิร์ม 'มิลาน' ปิดดีลยืม "โทโมรี" พ่วงซื้อขาด 30 ลย.   ●   เลสเตอร์ขอยึดจ่าฝูง!เช็ก "วาร์ดี้",เชลซีไร้ "ก็องเต้" หวัง "เม้าน์ท" ยิงต่อ   ●  



4
ม.ค.
แลมพ์สเก้าอี้สั่น! เชลซีเละคารัง-เดอบรอยน์ฮอตพาแมนซิตี้บุกยำ แซงขึ้นที่5


1955716b8006a98ce268061183a132c2.jpg

โควิดก็ทำอะไรทัพเรือไม่ได้! หลังลูกทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า โชว์สกิลเกมรุกอันดุดันบุกไปไล่ยำใส่ "สิงห์บลูส์" เละเทะคาบ้าน 3-1 เควิน เดอ บรอยน์ และฟิล โฟเด้น ฟอร์มหรูทั้งยิงและจ่ายก่อนพาทีมคว้าชัยสามนัดติด มี 29 คะแนนเท่ากับสเปอรส์และทอฟฟี่ แต่ลูกได้เสียเป็นรองไก่เดือยทองทำให้รั้งอันดับ 5 ส่วน เชลซี ย่ำแย่แพ้ 4 จาก 6 เกมในลีกล่าสุด รั้งอันดับ 8 เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

สนาม : สแตมฟอร์ด บริดจ์

"บิ๊กแมตช์" พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วีก 17 เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม ที่ผ่านมา ระหว่าง เชลซี อันดับ 6 เปิดรังรับมือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อันดับ 8

โดย "สิงห์บลูส์" ของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ปรับทัพใช้สามแนวรุกเป็น ฮาคิม ซิเย็ค ที่หายเจ็บกลับมาสตาร์ตัวจริงร่วมกับ ติโม แวร์เนอร์ และ คริสเตียน พูลิซิช ส่วนทางฝั่งของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นายใหญ่ของ "เรือใบสีฟ้า" ปวดหัวกับปัญหาของผู้เล่นที่ติดเชื้อโควิด-19 หายราย เกมนี้ส่ง แซ็ค สเตฟเฟ่น นายด่านวัย 25 ปี ลงเฝ้าเสาในลีกเป็นเกมแรก ส่วนแนวรุกวาง ราฮีม สเตอร์ลิง หน้าเป้าและใช้ เควิน เดอ บรอยน์ และแบร์นาร์โด้ ซิลวา ปั้นเกม

แค่ 4 นาทีแรก แซ็ค สเตฟเฟ่น นายด่านของเรือใบสีฟ้าที่เล่นในลีกนัดแรกก็ทำเสียวเสียแล้ว เมื่อรับบอลจากจังหวะที่ โรดรี้ ส่งคืนหลังในกรอบ ผู้ตัดสินเป่าเป็นจังหวะแบ็คพาสทำให้ต้องเสียฟรีคิก 2 จังหวะบนเส้น 18 หลา ทว่า ฮาคิม ซิเย็ค ดันซัดไปติดบล็อคออกหลัง

นาที 16 โอกาสได้ลุ้นครั้งแรกของ แมนฯซิตี้ เกือบได้ประตูขึ้นนำหลัง ชูเอา กันเซโล่ แทงทะลุช่องให้ เควิน เดอ บรอยน์ หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปซัดด้วยขวาบอลพุ่งถากเสาไกลออกไปอย่างน่าเสียดาย

กระนั้นอีกสองนาทีถัดมา "เรือใบสีฟ้า" ได้ประตูนำ 1-0 ทันที จากความยอดเยี่ยมของ อิลคาย กุนโดกัน ที่รับบอลจาก ฟิล โฟเด้น ก่อนพลิกหนี ติอาโก้ ซิลวา แล้วซัดด้วยขวาติดปลายมือ เมนดี้ เบียดเสาเข้าไปอย่างสวยงาม

เท่านั้นยังไม่พอทีมเยือนมานำห่างเป็น 2-0 อย่างรวดเร็วจากความผิดพลาดของแนวรับเจ้าถิ่นที่เคลียร์กันไม่ดี เควิน เดอ บรอยน์ ได้บอลแล้วปาดมาเสาแรกให้ ฟิล โฟเด้น ตวัดยิงด้วยซ้ายไม่จับเบียดเสาแรกเข้าไป

นาที 35 ลูกทีมของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ต้องมาสังเวยประตูที่สาม จากจังหวะที่ "สิงห์บลูส์" ได้ลุ้นฟรีคิกหน้ากรอบของซิตี้ ก่อนจะโดนลูกสวนกลับเร็วหลัง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ โขกหนุนไปติดหัวของเควิน เดอ บรอยน์ บอลลอยโด่งไปเข้าทาง ราฮีมสเตอร์ลิง ควบจากแดนตัวเองเข้าไปดวลเดี่ยวกับ เอดูอาร์ เมนดี้ ก่อนจะล็อกหนีแล้วหาจังหวะปั่นด้วยขวาบอลพุ่งไปชนเสาก่อนจะกระดอนมาเข้าทางของ เดอ บรอยน์ ตามมาซ้ำเข้าไปไม่เหลือให้ แมนฯซิตี้ บุกมานำขาด 3-0

อีกนาทีถัดมา ทัพเรือใบเกือบได้เม็ดที่สี่นำโด่ง หลัง แบร์นาร์โด้ ซิลวา ครอสบอลโด่งไปเสาไกลให้ ฟิล โฟเด้น โขกย้อนไปเสาแรกเหินคานออกไปแบบได้ลุ้น

เกมรุกของ "ซิตี้" เหนือกว่าอย่างชัดเจนตอบโต้มาทีได้ลุ้นทุกครั้ง และหนนี้เกือบได้ประตูอีกหลัง ราฮีม สเตอร์ลิง พาบอลขึ้นมาแล้วไหลให้ เควิน เดอ บรอยน์ ปาดเลียดมาหน้าประตูให้ อิลคาย กุนโดกัน ไขว้ยิงด้วยซ้ายหลุดกรอบอย่างน่าเสียดาย

จบครึ่งแรก เชลซี ตามหลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-3

กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง ลูกทีมของเป๊ป ยังโหมกดดันไม่มีผ่อน ไล่บีบเพรสสูงจนแข้งเจ้าถิ่นออกบอลกันพลาด ก่อนนาที 49 จะได้ลุ้นอีกหลัง ฟิล โฟเด้น จ่ายให้ โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ ซัดด้วยซ้ายนอกกรอบแต่ยังเบาไปเข้ามือของ เมนดี้

นาที 54 เควิน เดอ บรอยน์ เปิดฟรีคิกจากด้านขวาของสนามไปเสาไกลให้ โรดรี้ สอดเข้ามาโขกเน้นๆ บอลจะมุดใต้คานอยู่แล้วแต่โดน เมนดี้ ปัดปลายนิ้วออกไปได้

ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง "เรือใบสีฟ้า" ครองเกมเหนือกว่าเจ้าถิ่นทุกอย่างทั้งโอกาสยิงถึง 15 ครั้งเข้ากรอบ 6 ส่วนเชลซีมีโอกาสแค่ 5 ครั้งและเข้ากรอบแค่หนเดียว

นาที 62 ราฮีม สเตอร์ลิง ผ่านบอลเข้ากลางให้ เควิน เดอ บรอยน์ ได้ลองปั่นนอกกรอบกว่า 23 หลา ทว่าบอลหลุดกรอบออกไปแบบไม่ได้ลุ้น

นาที 64 เชลซี เปลี่ยนสองคนรวดส่ง คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย และบิลลี่ กิลมอร์ ลงแทน เอ็นโกโล่ ก็องเต้ และฮาคิม ซิเย็ค

นานๆ เจ้าบ้านจะหาโอกาสเข้าทำ นาที 81 ได้ลุ้นจากจังหวะ คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย ครอสบอลเข้าไปให้ ไค ฮาแวร์ตซ์ ตัวสำรองที่เพิ่งลงมาขึ้นโขกแต่บอลหลุดกรอบออกไป

ช่วงทดเจ็บ นาที 90+2 เจ้าบ้านมาได้ประตูตีไข่แตกไล่มา 1-3 จากจังหวะครอสบอลเข้ามาของ ไค ฮาแวร์ตซ์ บอลผ่านมาเสาไกลถึง คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย ตามมาล้มตัวยิงเข้าไป

จบเกม เชลซี แพ้เละคาบ้านให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-3 ส่งผลให้ "เรือใบสีฟ้า" บุกมาคว้าสามแต้มมีเพิ่มเป็น 29 คะแนนเท่ากับ เอฟเวอร์ตัน และสเปอร์ส แต่ลูกได้เสียเป็นรองทัพไก่เดือยทอง ทำให้รั้งอันดับ 5 แต่แข่งน้อยกว่า ส่วน "สิงห์บลูส์" แพ้เป็นเกมที่ 5 แถมแพ้เป็นนัดที่ 4 ในรอบ 6 เกมล่าสุดทำให้ยังรั้งอันดับ 8 มี 26 คะแนนเท่าเดิม

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

เชลซี (4-3-3) : เอดูอาร์ เมนดี้ - เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, เคิร์ต ซูม่า, ติอาโก้ ซิลวา, เบน ชิลเวลล์ - เมสัน เมาน์ต, เอ็นโกโล่ ก็องเต้ (บิลลี่ กิลมอร์ น.64), มัตเตโอ โควาซิช (ไค ฮาแวร์ตซ์ น.77) - ฮาคิม ซิเย็ค (คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย น.64), ติโม แวร์เนอร์, คริสเตียน พูลิซิช

ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

แมนฯซิตี้ (4-2-3-1) : แซ็ค สเตฟเฟ่น - ชูเอา กันเซโล่, จอห์น สโตนส์, รูเบน ดิอาส, โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ - โรดรี้, อิลคาย กุนโดกัน (แฟร์นันดินโญ่ น.75) - แบร์นาร์โด้ ซิลวา, เควิน เดอ บรอยน์ (เซร์คิโอ อเกวโร่ "กุน" น.86), ฟิล โฟเด้น (ริยาด มาห์เรซ น.86) - ราฮีม สเตอร์ลิง

ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

ผู้ตัดสิน : แอนโธนี่ เทย์เลอร์

www.siamsport.co.th


CHELSEA THAILAND FANCLUB
เวบไซต์สำหรับคอบอลเชลซีตัวจริง

 
LINK PARNERS
Liverpoolfc.in.th
Mancitythailand.com
Coreball.com
© 2018 Chelseafc.in.th All Rights Reserved.