Banner MyLoveMyCars topAd 437x90 03
2ML 728x90
2ML LOGO 437x90
topAd 437x90 05
topAd 437x90 02

ผลการแข่งขัน (84)

"สิงห์บลูส์" เชลซี เก็บชัยชนะไปได้ตามความคาดหมายหลังจากที่บุกไปปราบ วูล์ฟแฮมป์ตัน ทีมในลีก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ 2-0 

ในครึ่งแรกทั้ง 2 ทีมไม่มีโอกาสในการทำประตูกันมากนัก จบครึ่งแรกไปแบบจืดชืดเสมอกันแบบไร้สกอร์ 0-0

ครึ่งหลังเริ่มเกมมาได้ 15 นาที เชลซี เริ่มได้โอกาสทำเกมบุกมากขึ้น แต่ทางด้านเกมรับ วูล์ฟแฮมป์ตัน ยังคงไม่พลาด

GOAL ! นาทีที่ 65 วูล์ฟแฮมตัน 0-1เชลซี 

เปโดร โรดริเกซ เทคตัวโขกบอลพุ่งตุงตาข่าย เชลซี ออกนำ 0-1

GOAL ! นาทีที่ 89 วูล์ฟแฮมตัน 0-2 เชลซี 

จังหวะขลุกขลิกหน้าปากประตูก่อน ดิเอโก้ คอสต้า ได้โอกาสจบสกอร์เป็นประตูทำห่าง 0-2 ในช่วงท้ายเกมและเป็นประตูชัยของ เชลซี

จบเกม เชลซี สามารถผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้สำเร็จด้วยการเอาชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน 0-2 สำหรับเกมนี้ใช้ชุดผสมซึ่ง จอห์น เทอร์รี่ กัปตันทีมตัวเก๋าก็ได้กลับมาลงสนามอีกครั้ง ก่อนจะได้ประตูจากลูกโขกของ เปโดร ในนาทีที่ 65 และ ลูกยิงของ ดิเอโก้ คอสต้า ในนาทีที่ 89 พร้อมกับกรุยทางเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายฟุตบอล เอฟเอ คัพ ได้สำเร็จ ซึ่งการจับฉลากประกบคู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายจะมีขึ้นในวันจันทร์นี้

 

 

ขอบคุณ www.90minl.com

เดอะ คลาเรตส์ รักษาสถิติสถิติไม่แพ้ในเทิร์ฟมัวร์ได้เป็นนัดที่ 8 ติดต่อกันรวมทุกถ้วย ด้วยการเปิดบ้านยันเสมอจ่าฝูงอย่างสิงโตน้ำเงินคราม

ฌอน ไดค์ กุนซือเจ้าบ้าน ปรับทัพจากเกมเมื่อสัปดาห์ก่อนที่บุกแพ้วัตฟอร์ด 1-2 เพียงแค่ 2 รายเท่านั้น ด้วยการส่งสองนักเตะใหม่ที่เพิ่งคว้าตัวมาในวันสุดท้ายของตลาดหน้าหนาวอย่าง แอชลีย์ เวสต์วู้ด กับ ร็อบบี้ เบรดี้ ลงเป็นตัวจริงแทน เจฟฟ์ เฮนดริค และ สก็อตต์ อาร์ฟิลด์

ด้านทีมเยือนของ อันโตนิโอ คอนเต้ ตัดสินใจยึด 11 คนแรกชุดเดิมจากนัดล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วซึ่งชนะอาร์เซนอล 3-1 ลงเล่นทั้งหมดในระบบ 3-4-3 อันคุ้นเคย นำทัพโดยสามประสานในแดนหน้าอย่าง เอเด็น อาซาร์, เปโดร โรดริเกวซ และ ดีเอโก้ คอสต้า

ออกสตาร์ทเกมมาเพียงแค่ 7 นาทีเท่านั้น เป็นเชลซีที่สามารถพังประตูขึ้นนำได้อย่างรวดเร็ว จากจังหวะที่ วิคเตอร์ โมเสส กระชากบอลขึ้นมาทางกราบขวาก่อนจะไหลเข้ากลางให้ เปโดร แต่งหาเหลี่ยมแล้วซัดด้วยขวาเข้าไป ส่งให้สิงโตน้ำเงินครามบุกนำ 1-0

แต่แล้วในนาทีที่ 24 เบิร์นลีย์ก็มาตามตีเสมอได้สำเร็จ จากลูกฟรีคิกระยะประมาณ 30 หลาที่ เบรดี้ บรรจงปั่นด้วยซ้ายส่งลูกโค้งข้ามกำแพงหนีมือ ธิโบต์ กูร์ตัวส์ เสียบตาข่ายเข้าไปอย่างสวยงาม ทำให้สกอร์กลับมาเท่ากันอีกครั้งที่ 1-1 และจบ 45 นาทีแรกไปด้วยผลนี้

ครึ่งหลังแม้ว่าทีมเยือนจะพยายามครองบอลบุกเข้าใส่อย่างหนักเพื่อหวังยิงขึ้นนำให้ได้อีกครั้ง แต่กลับไม่สามารถเจาะแนวรับของเจ้าบ้านได้เลย ทำให้สุดท้ายจบเกมด้วยผลเสมอ 1-1 กอดคอแบ่งกันไปทีมละแต้ม โดยเบิร์นลีย์ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 12 มี 30 คะแนน ส่วนเชลซียังรั้งจ่าฝูงต่อไป มี 60 คะแนน

 

 

ขอบคุณ www.goal.com

สิงโตน้ำเงินครามล้างแค้นเก็บชัยเหนือทัพปืนโตจากที่เคยแพ้ในช่วงต้นซีซั่นได้สำเร็จ โดยมีประตูสุดสวยจากการโซโล่เดี่ยวของแข้งเบลเยียม รวมถึงดาวเตะสเปนยิงทีมเก่าด้วย

อันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือเจ้าบ้าน เปลี่ยนนักเตะจากเกมเมื่อกลางสัปดาห์ที่บุกเสมอลิเวอร์พูล 1-1 เพียงแค่รายเดียวเท่านั้น คือ เปโดร โรดริเกวซ ซึ่งได้กลับมาลงเป็น 11 คนแรกแทน วิลเลียน ขณะที่ เชสก์ ฟาเบรกาส ยังต้องรอโอกาสดวลต้นสังกัดเก่าที่ม้านั่งสำรองไปก่อน

ด้านทีมเยือนยังต้องใช้ สตีฟ โบลด์ คุมทัพข้างสนามแทน อาร์แซน เวงเกอร์ ที่โดนแบนต่อไป ปรับทัพจากนัดกลางสัปดาห์ซึ่งแพ้คาถิ่นต่อวัตฟอร์ด 1-2 ทั้งสิ้น 3 ราย ได้แก่ เอคตอร์ เบเยริน, อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด แชมเบอร์เลน และ ธีโอ วัลคอตต์ ที่ได้ลงตัวจริงแทน กาเบรียล เปาลิสต้า, อารอน แรมซีย์ และ โอลิวิเยร์ ชิรูด์



ออกสตาร์ทเกมมาเพียงแค่ 13 นาทีเท่านั้น เป็นเชลซีที่สามารถพังประตูขึ้นนำได้อย่างรวดเร็ว จากจังหวะที่ เปโดร เปิดบอลจากกราบขวาเข้าเขตโทษให้ ดีเอโก้ คอสต้า เทกตัวโขกไปโดน ปีเตอร์ เช็ค ปัดปลายมือชนคานแล้วกระดอนมาเข้าทาง มาร์กอส อลอนโซ โหม่งซ้ำจ่อเข้าไป ส่งให้สิงโตน้ำเงินครามออกนำ 1-0

นอกจากจะตกเป็นฝ่ายตามหลังแล้ว อาร์เซนอลยังต้องมาเสียแบ็คขวาตัวเก่งอย่าง เบเยริน ที่โดนท่อนแขนของ อลอนโซ ฟาดเข้าไปในจังหวะโหม่งประตูจนถึงขั้นน็อคกลางอากาศและไม่สามารถลงเล่นต่อไปได้ ทำให้ต้องส่ง กาเบรียล ลงมาแทน ในนาทีที่ 17 ก่อนจะจบครึ่งแรกยังเป็นเจ้าบ้านที่นำอยู่ 1-0

ครึ่งหลังเป็นเชลซีที่มาบวกลูกสองเพิ่มได้อีก ในนาทีที่ 53 จากความสามารถเฉพาะตัวของ เอเด็น อาซาร์ ซึ่งจัดการกระชากบอลจากครึ่งสนามแหวกแนวรับของอาร์เซนอลไปเรื่อยๆก่อนจะลากเข้าเขตโทษไปกดด้วยขวาผ่านมือ ปีเตอร์ เช็ค เข้าไปแบบสุดมหัศจรรย์ ช่วยให้สิงห์บลูส์หนีห่างเป็น 2-0

ท้ายเกมนาทีที่ 85 เจ้าบ้านมาได้ประตูที่สาม จากจังหวะที่ กาเบรียล ทุ่มบอลคืนหลังให้ เช็ค ซึ่งดันเตะเปิดเกมปิดเหลี่ยมไปเข้าทางปืนของ ฟาเบรกาส ที่เพิ่งจะลงมาเป็นสำรองแทน อาซาร์ ก่อนหน้านี้แค่นาทีเดียว ปั่นด้วยขวาพุ่งเข้าตุงตาข่ายโล่งๆอย่างง่ายดาย ส่งให้สิงโตน้ำเงินครามนำห่าง 3-0

ช่วงทดเจ็บนาทีที่ 90+1 ไอ้ปืนใหญ่มาได้ลุกตีไข่แตกปลอบใจ จากจังหวะที่ นาโช มอนเรอัล เปิดบอลจากกราบซ้ายเข้ากลางให้ ชิรูด์ โขกไปโดน ธิโบต์ กูร์ตัวส์ พุ่งปัดปลิ้นเข้าประตูไป ทำให้จบเกมเป็นเชลซีที่ชนะไป 3-1 ครองจ่าฝูงต่อไปด้วยการมี 59 แต้ม ทิ้งห่างอาร์เซนอลที่อยู่อันดับ 3 ห่างถึง 21 คะแนน

 

 

ขอบคุณ www.goal.com

ผลการแข่งขันฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 (คืนวันอังคาร)

 

นาทีที่ 19 เชลซี ตัดบอลได้ทำเกมสวนกลับอันตราย ออกบอลไปทางริมเส้นฝั่งขวาให้ วิคเตอร์ โมเสส แต่เป็นทางด้าน เจมส์ มิลเนอร์ เข้ามาสกัดบอลออกหลังไปได้ เป็นเตะมุมของ เชลซี

นาทีที่ 23 เอเด็น อาซาร์ สปีดพาบอลเลี้ยงจี้เข้าหากรอบเขตโทษ ก่อนจะโดน อดัม ลัลลาน่า เข้ามาตัดฟาวล์ เชลซี ได้ฟรีคิกระยะอันตราย

⚽️GOAL !!! นาทีที่ 25 ลิเวอร์พูล 0-1 เชลซี

ดาวิด ลุยซ์ ซัดฟรีคิก บอลข้ามกำแพงพุ่งเข้าหาประตู ซิมง มิโญเล่ต์ ยืนขาตาย ทำได้แต่เหลียวมองบอลเท่านั้น

​​

นาทีที่ 29 เชลซี ได้เปิดฟรีคิกเข้าไปลุ้นอีกครั้ง วิลเลี่ยน เป็นคนเปิดบอลเข้าไปแต่แรง ดาวิด ลุยซ์ เข้าชาร์จไม่ได้ แต่วิถีบอลเด้งเข้าหาประตู ซิมง มิโญเล่ต์ ตัดสินใจปัดออกไป เป็นลูกเตะมุมของทีมเยือนอีกครั้ง

นาทีที่ 32 ลิเวอร์พูล กลับมาเตะมุมเข้าไปลุ้นหลังจากเกมหยุดไปชั่วคราวเนื่องจาก ดาวิด ลุยซ์ ได้รับบาดเจ็บ แต่จังหวะเตะมุมก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แนวรับเชลซี ยังคงเคลียร์ออกมาได้

นาทีที่ 45+2 จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตัน ลิเวอร์พูล ได้รับใบเหลืองจากการเข้าไปบ่นใส่ผู้ตัดสิน

หลังจากนั้น ลิเวอร์พูล พยายามเจาะเพื่อทวงประตูคืนแต่ก็ยังไม่เป็นผล ทดเวลาครึ่งแรก 2 นาที มาร์ค แคลตเท่นเบิร์ก เป่านกหวีดหมดเวลาครึ่งแรก เชลซี จ่าฝูงพรีเมียร์ลีก ปัจจุบัน บุกมานำเจ้าถิ่น 1-0

 

นาทีที่ 48 ลิเวอร์พูล ทำเกมขึ้นมา ประสานงานกันได้สวยก่อนสุดท้าย ฟีร์มีโน่ จะจบสกอร์ด้วยการซัดโล่งๆ เหินข้ามคานออกไปแบบไม่ได้ลุ้น

​​

นาทีที่ 51 วิคเตอร์ โมเสส แข้งทีมเยือนพาบอลหลบ เจมส์ มิลเนอร์ ลากจี้เข้าหาประตู ก่อนได้โอกาสยิงแต่บอลเข้าข้างตาข่ายออกหลังไป

⚽️GOAL !!! นาทีที่ 58 ลิเวอร์พูล 1-1 เชลซี ลิเวอร์พูล ตัดบอลได้วางยาวมาข้างหน้า มิลเนอร์ วิ่งหลุดกับดักล้ำหน้าเขาไปโหม่งตั้งกลับมาให้ จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม ที่อยู่ถูกที่ถูกเวลา โขกจ่อๆ ตุงตาข่าย ลิเวอร์พูลตีเสมอได้สำเร็จ

นาทีที่ 59 เจมส์ มิลเนอร์ ได้ใบเหลืองเป็นคนที่ 2 ของเกม หลังจากเข้าตัดฟาวล์ วิคเตอร์ โมเสส

นาทีที่ 71 อันโตนิโอ คอนเต้ ของเชลซีตัดสินใจเปลี่ยน เอเด็น อาซาร์ ออกจากนั้นส่ง เปโดร โรดริเกซ ลงมาแทน

นาทีที่ 75 ลิเวอร์พูล เปลี่ยนตัวคนแรกส่ง ซาดิโอ มาเน่ ลงมาแทน ฟิลิปเป้ คูตินโญ่

❌นาทีที่ 76 ลิเวอร์พูล 1-1 เชลซี

ดิโอโก้ คอสต้า สะดุดล้มลงในกรอบเขตโทษ มาร์ค แคลตเท่นเบิร์ก ผู้ตัดสินเกมนี้ เป่าจุดโทษทันที คอสต้า รับหน้าที่สังหาร ก่อน มิโญเล่ต์ จะล้มตัวเซฟช่วยชีวิตลิเวอร์พูลไว้ได้

​​นาทีที่ 79 วิลเลี่ยน ของทาง เชลซี โดนใบเหลืองเป็นคนแรกของทีม

นาทีที่ 83 เชลซี เปลี่ยนตัวคนที่ 2 เชส ฟาเบรกาส ลงมาแทน วิลเลี่ยน

นาทีที่ 87 เชลซี เกือบได้โอกาสจบสกอร์ทำประตูขึ้นนำ แต่แนวรับของลิเวอร์พูลยังช่วยกันสกัดออกไปได้อย่างเหนียวแน่น

นาทีที่ 89 ก็องเต้ จ่ายตัดเข้ากลางมาให้ เปโดร ซัดไกล แต่บอลหลุดกรอบออกไป

นาทีที่ 90 ลิเวอร์พูล เปลี่ยน ลัลลานา ออก ส่ง ดิว็อค โอริกี้ ลงไปแทน

นาทีที่ 90+1 เข้าสู่ช่วงทดเวลา ฟีร์มีโน่ มีโอกาสได้โขกจ่อๆ แต่ลูกเข้ามือ กูร์กตัวส์

ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เชลซี ถอด ดีเอโก้ คอสต้า ออกก่อนส่ง มิชี่ บาตชูอายี่ ลงไปแทน จากนั้นไม่กีวินาทีผู้ตัดสินก็เป่านกหวีดยาวจบเกม 

 

ลิเวอร์พูล เปิดบ้านเสมอ เชลซี ไปแบบสุดมันส์ แบ่่งไปคนละแต้ม เชลซี เก็บเพิ่มเป็น 56 คะแนน ยังรั้งจ่าฝูง ส่วนทางด้าน ลิเวอร์พูล มี 46 คะแนน รั้งอันดับที่ 4 ของตาราง

 

ขอบคุณ www.90min.com

ประวัติสโมสร

ประวัติสโมสร

สโมสรฟุตบอลเชลซี (อังกฤษ: Chelsea Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพที่ตั้งอยู่ในเขตฟูลัม, ลอนดอน ซึ่งเล่นอยู่ในพรีเมียร์ลีก...

more

วอลเปเปอร์

 

more

ขอเชิญชาวสิงห์บลูคอบอลทุกท่านร่วมงาน SINGHA BLUE 4 BIG MATCH PARTY (7...

ขอเชิญชาวสิงห์บลูคอบอลทุกท่านร่วมงาน SINGHA BLUE 4 BIG MATCH PARTY (7 กุมภาพันธ์ 2559)

 

more
JoomShaper