HEADLINE NEWS เคลียร์ไปอีกคน! สิงห์ขอเบิ้ลจับ ‘ชิรูด์’ ต่อสัญญาเพิ่ม 1 ปี 49   สิงห์พร้อมให้ ‘ก็องเต้’ พลาดทั้งซีซั่นที่เหลือหากยังกังวลโควิด 68   ซัปปาคอสต้า พูดเอง อยากค้าแข้งอยู่ โรมา แบบถาวร 116   คอนเต้ คอนเฟิร์ม แลมพาร์ด จะก้าวขึ้นเป็นกุนซือเก่งสุดในโลก 115   สิงห์ปาดต่างดาวจัดโปร ‘เฮียจอร์’ แลก ‘เปียนิช’ 100  



11
พ.ค.
ลอนดอนเดือด! อาร์เซน่อลฟัดเชลซีศึกชิงถ้วยยูโรปาลีก
281



ถือเป็นฤดูกาลที่สุดยอดมากๆ สำหรับสโมสรจากศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในเวทียุโรป เพราะอย่างที่เราทราบกันไปแล้วว่า ลิเวอร์พูล กับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ จะชิงกันเองในถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และล่าสุดในถ้วยใบเล็กอย่าง ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ก็เป็น "ออล-อิงลิช ไฟนั่ล" เช่นกัน แถมเป็นศึกดาร์บี้แมตช์แห่งกรุงลอนดอนด้วย เมื่อ อาร์เซน่อล กับ เชลซี จะต้องฟาดแข้งกันในเกมรอบชิงฯ ช่วงปลายเดือนนี้ หลังจากที่ทั้งสองทีมต่างฝ่าด่านรอบรองฯ มาได้สดๆ ร้อนๆ เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

สำหรับเส้นทางก่อนถึงรอบชิงฯ ของทั้งคู่ อาร์เซน่อล ภายใต้การนำทัพของกุนซือ อูไน เอเมรี่ ผ่านจากรอบแบ่งกลุ่มได้อย่างง่ายดายในฐานะแชมป์กลุ่ม อี ด้วยสถิติชนะ 5 เสมอ 1 แพ้ 0 โดยในรอบ 32 ทีมสุดท้าย พวกเขาเจอทีมจากเบลารุสอย่าง บาเต้ โบริซอฟ ซึ่งตอนแรกดูเหมือนไม่น่าจะลำบากอะไร แต่กลายเป็นว่า เกมแรกพวกเขาออกไปพ่ายก่อน 0-1 แต่ก็กลับมาคืนฟอร์มเก่งในเลกสองที่ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ด้วยการอัด บาเต้ 3-0 (สกอร์รวมสองนัด 3-1)

มาถึงรอบ 16 ทีม อาร์เซน่อล ได้ แรนส์ ทีมแกร่งจากฝรั่งเศส เป็นคู่แข่ง ซึ่งคราวนี้เจองานหนักกว่าเดิม เพราะเกมแรกออกไปพ่ายก่อนด้วยสกอร์ 1-3 แต่ลูกทีมของ เอเมรี่ ก็แสดงให้เห็นอีกครั้งว่า พวกเขาเจ๋งเหลือเกินยามเตะในบ้าน และคว้าชัยเหนือ แรนส์ แบบสบายๆ 3-1 ในเลกสอง (สกอร์รวมสองนัด 4-3)

รอบก่อนรองชนะเลิศ อาร์เซน่อล เจอกระดูกชิ้นโตจากอิตาลีอย่าง นาโปลี แต่ครั้งนี้กลายเป็นว่า "ไอ้ปืนใหญ่" ทำได้ดีเกินคาด เพราะอัดทีมของ คาร์โล อันเชลอตติ ได้ทั้งเหย้า-เยือน ด้วยสกอร์ 2-0 และ 1-0 (สกอร์รวมสองนัด 3-0)

ล่าสุดในรอบตัดเชือก อาร์เซน่อล โคจรมาชนกับ บาเลนเซีย ซึ่งเป็นทีมเก่าของ เอเมรี่ (เจ้าตัวเคยคุมในปี 2008-2012) และพวกเขาก็ทำได้สุดยอดอีกครั้ง เพราะจัดการกับ "ไอ้ค้างคาว" ได้ทั้งสองเกม โดยเกมแรกเปิดบ้านอัด 3-1 ก่อนที่จะบุกไปกระซวกไส้ที่ เมสตาย่า 4-2 เมื่อคืนที่ผ่านมา พร้อมตบเท้าเข้าสู่รอบชิงฯ แบบหล่อๆ ด้วยสกอร์รวมสองนัด 7-3

ด้าน เชลซี ของกุนซือ เมาริซิโอ ซาร์รี่ ก็ผ่านจากรอบแบ่งกลุ่มได้แบบสบายๆ เช่นกัน โดยคว้าแชมป์กลุ่ม แอล ด้วยสถิติชนะ 5 เสมอ 1 แพ้ 0 จากนั้นพวกเขาก็ผ่าน มัลโม (สวีเดน) คู่แข่งในรอบ 32 ทีม ได้แบบชิลๆ ด้วยสกอร์รวมสองนัด 5-1 (2-1, 3-0)

มาถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย "สิงห์บลูส์" ก็โหดต่อเนื่อง เมื่อไล่ยำ ดินาโม เคียฟ ยอดทีมจากยูเครน แบบไม่มียั้ง ด้วยสกอร์รวมสองนัด 8-0 โดยกด 3-0 ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ก่อนบุกไปบอมบ์ที่ยูเครน 5-0

สำหรับรอบก่อนรองฯ เชลซี ได้ สลาเวีย ปราก (สาธารณรัฐเช็ก) เป็นคู่แข่ง ซึ่งพวกเขาก็ผ่านได้ตามคาด ด้วยสกอร์รวมสองนัด 5-3 (1-0, 4-3) แม้แอบลุ้นเหนื่อยในเกมเลกสองที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์

ในรอบตัดเชือก เชลซี ได้ทีมแกร่งจากเมืองเบียร์อย่าง ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต เป็นคู่แข่ง ซึ่งคราวนี้ลูกทีมของ ซาร์รี่ เหงื่อตกของจริง โดยเกมแรกบุกไปเจ๊า 1-1 ที่ เยอรมนี ส่วนเลกสองที่บ้านตัวเอง ซึ่งเพิ่งจบไปสดๆ ร้อนๆ เชลซี ก็ออกตัวได้สวย เพราะขึ้นนำก่อนตั้งแต่นาทีที่ 28 จาก รูเบน ลอฟตัส-ชีค แต่ ลูก้า โยวิช ก็ซัดประตูช่วย แฟร้งค์เฟิร์ต ไล่ตีเสมอได้ในนาทีที่ 49 และเกมการแข่งขันก็ยื้อยาวไปจนถึงการดวลจุดโทษหาทีมชนะ ซึ่งก็เป็น "สิงห์บลูส์" ที่ทำได้ดีกว่า ชนะดวลเป้าไป 4-3 ทำให้พวกเขาตบเท้าเข้าสู่รอบชิงฯ ได้สำเร็จ

ลองมองกันที่ความสำเร็จในถ้วยนี้ของทั้งสองสโมสร สำหรับ อาร์เซน่อล นั้น พวกเขายังไม่เคยไปถึงตำแหน่งแชมป์ และก่อนหน้านี้เคยเข้าถึงรอบชิงฯ ได้แค่หนเดียว ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2000 (แพ้ดวลจุดโทษ กาลาตาซาราย 1-4, เสมอ 0-0 ใน 120 นาที) ดังนั้นเมื่อโอกาสนี้มาถึง พวกเขาจึงหมายมั่นที่จะคว้าแชมป์มาครองให้ได้ เพื่อเป็นการลบคำสบประมาทที่ว่า อาร์เซน่อล กับความสำเร็จในเวทียุโรป เหมือนเป็นเส้นขนานที่ยากจะมาบรรจบกัน เพราะในประวัติศาสตร์สโมสรนั้น แชมป์ คัพ วินเนอร์ส คัพ เมื่อซีซั่น 1993/94 คือความสำเร็จเดียวในเวทียุโรปของพวกเขา หากไม่นับรวมสมัยที่เคยได้แชมป์ แฟร์ส คัพ (ถ้วยที่ ยูฟ่า ยังไม่รับรอง) เมื่อซีซั่น 1969/70

ขณะที่ทางฝั่ง เชลซี ถือว่าประสบความสำเร็จในเวทียุโรปเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ช่วงปลายยุค 90 เป็นต้นมา และในรายการนี้พวกเขาก็เคยได้แชมป์มาแล้ว 1 สมัย เมื่อฤดูกาล 2012/13 ที่พิชิต เบนฟิก้า 2-1 ในเกมรอบชิงฯ ซึ่งพวกเขามาได้ประตูชัยในนาทีที่ 90+3 จากการโขกย้อยๆ ของ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช ... เชื่อว่าแฟนบอล "สิงห์บลูส์" คงจำกันได้ดี และครั้งนี้ "สิงห์บลูส์" เข้าถึงรอบชิงฯ อีกครั้ง แถมได้คู่ปรับร่วมเมืองอย่าง อาร์เซน่อล เป็นคู่แข่ง นับว่าเป็นเกมชิงดำที่น่าสนใจเหลือเกิน

สำหรับเกมรอบชิงชนะเลิศนั้น จะฟาดแข้งกันที่สนาม โอลิมปิก สเตเดี้ยม กรุงบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน วันพุธที่ 29 พฤษภาคมนี้ โดยจะเริ่มคิกออฟในเวลา 02.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)

- Subinho -

สยามสปอร์ต


CHELSEA THAILAND FANCLUB
เวบไซต์สำหรับคอบอลเชลซีตัวจริง

 
LINK PARNERS
Liverpoolfc.in.th
Mancitythailand.com
Coreball.com
© 2018 Chelseafc.in.th All Rights Reserved.